Header Ads

Breaking News
recent

เอกสารลับชี้ Facebook พัฒนาอัลกอริธึมตรวจจับอารมณ์ มุ่งโฆษณาเด็กอารมณ์อ่อนไหว

The Australian สำนักข่าวชื่อดังจากออสเตรเลียออกมาเปิดเผยถึงแผนการโฆษณาใหม่ของ Facebook ซึ่งใช้อัลกอริธึมในการตรวจจับอารมณ์ของเด็กอายุ 14 เพื่อเตรียมแผนโฆษณาให้กับบริษัทโฆษณาที่พุ่งเป้าไปยังกลุ่มเด็กที่มีอารมณ์อ่อนไหวหรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัย หลังจากพบเอกสารลับความยาว 23 หน้าซึ่งเขียนโดยผู้บริหารระดับสูงของ Facebook 2 คน

เอกสารลับที่พบนี้เป็นเอกสารล่าสุดที่ระบุวันในปี 2017 และจั่วหัวว่า “Confidential: Internal Only” เนื้อหาภายในระบุถึงการทำโฆษณาและไฮไลท์เรื่องความสามารถในการตรวจจับ ตัดสินใจ และจัดกลุ่มอารมณ์ของผู้ใช้โดยใช้อัลกอริธึมชั้นสูงของ Facebook ผ่านทางการติดตามโพสต์ รูปภาพ และการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้ ซึ่งสามารถคาดการณ์อารมณ์ของผู้ใช้ได้ประมาณว่า “Silly”, “Overwhelmed”, “Anxious”, “Nervous”, “Defeated”, “Stressed”, “Stupid”, “Useless” หรือ “Failure” นอกจากนี้ Facebook ยังระบุว่า สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ได้แบบเรียลไทม์หรือเมื่อเวลาผ่านไปได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่เรื่องตื่นเต้นสำหรับผู้นำทางด้านเทคโนโลยีอย่าง Facebook แต่ที่น่าตกใจคือเอกสารลับกลับระบุถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กวัยรุ่นอายุประมาณ 14 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่มีอารมณ์อ่อนไหว แปรปรวนได้ง่าย และมักรู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัย ซึ่งข้อมูลของเด็กวัยรุ่นเหล่านี้จะถูกส่งต่อให้บริษัทโฆษณาที่ต้องการ เพื่อนำไปโปรโมตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้กลุ่มเด็กเหล่านี้รู้สึกดียิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ เด็กกลุ่มนี้มีจำนวนมากถึง 6.4 ล้านคน

เอกสารลับฉบับนี้ระบุว่าถูกจัดทำขึ้นโดยผู้บริหารระดับสูงชาวออสเตรเลียของ Facebook ถึง 2 คน และจะแชร์เอกสารกับลูกค้าที่ลงนามการปกปิดข้อมูล (Non-disclosure Agreement) เท่านั้น

หลังจากทราบข่าว Facebook ได้ออกมายอมรับว่าเอกสารดังกล่าวเป็นของจริง และกล่าวขอโทษ รวมไปถึงจะทำการตรวจสอบเกี่ยวกับแผนโฆษณาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การกระทำนี้ของ Facebook ไม่ได้ผิดกฎหมายด้านความเป็นส่วนบุคคลแต่อย่างใด ตราบเท่าที่ Facebook เก็บข้อมูลแบบไม่ระบุตัวตน และนำข้อมูลที่ชี้ถึงตัวตน เช่น ชื่อ ที่อยู่ หรือรูปภาพ ออกไป แต่ The Australian ระบุว่า Facebook อาจละเมิด Australian Code for Advertising & Marketing Communications to Children ซึ่งระบุว่าจะเก็บข้อมูลได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองเท่านั้น

ที่มา: https://www.bleepingcom

No comments:

Powered by Blogger.